วันพฤหัสบดี ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564
ภาคใต้ / สตูล
ผวจ.สตูล ประชุมชี้แจงกรณีมีการเผยแพร่ข่าวพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เกาะหลีเป๊ะ พบเป็นเพียงเด็กที่มีอาการสงสัยป่วยเท่านั้น
: 28 ก.พ. 63
7.3k

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 14.10 น. นายวีรนันทน์ เพ็งจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล ประชุมชี้แจงจากฝ่ายที่เกี่ยวข้องและรับผิดชอบ ณ ห้องประชุมวัฒนโกเมร ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดสตูล โดยมีหัวหน้าส่วนราชการและตัวแทนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ทั้งนี้ เนื่องจากมีการเผยแพร่ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์และถูกส่งต่อในกลุ่มไลน์ต่างๆ ว่า จังหวัดสตูลมีผู้ติดเชื้อโควิด -19 เป็นชาวจีนที่เข้าพักที่เกาะหลีเป๊ะ แต่ข้อเท็จจริงจากการสอบถามส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง โดยตัวแทนจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสตูล แจ้งว่า กรณีดังกล่าว เป็นเด็กชาวจีนอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวเดินทางมาพร้อมแม่และอา จากเมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ถึงท่าอากาศยานดอนเมือง ประเทศไทย เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2563 และเดินทางไปที่เกาะหลีเป๊ะ เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมา โดยในช่วงค่ำของวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2563 เด็กชาวจีนคนดังกล่าว มีอาการไข้สูง 37.5 องศา มีผื่นขึ้นที่ขา และได้เข้าตรวจอาการที่ รพ.สต.เกาะหลีเป๊ะ และขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจยืนยันว่าเป็นไข้หวัดใหญ่หรือไม่ แต่ทาง รพ.สต. ไม่มีชุด"สตริปเทสต์" (Strip test) ซึ่งเป็นการวินิจฉัยในเบื้องต้นว่าเป็นไข้หวัดใหญ่หรือไม่ ทางผู้ป่วยจึงขอเข้ารับการตรวจต่อที่คลินิกเอกชนบนเกาะหลีเป๊ะ ผลปรากฎว่าไม่ได้เป็นไข้หวัดใหญ่ แต่เมื่อเข้าข่ายตามเกณฑ์ QI ของกระทรวงสาธารณสุข จึงจำเป็นต้องนำเด็กที่มีอาการสงสัยป่วย เพื่อเข้าสู่การรับมือสถานการณ์เป็นผู้เข้าข่ายป่วยตามกระบวนการ ตามหลักวิชาการแพทย์และแผนที่ได้วางไว้

โดยได้ส่งตัวเด็กชาวจีนคนดังกล่าว เข้ารับการรักษาตัวห้อง Negative Pressure ของโรงพยาบาลสตูล และส่ง lap ตรวจสอบตามขั้นตอนที่ศูนย์วิทยาศาสตร์จังหวัดตรัง ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาการตรวจ 3 – 8 ชั่วโมงถึงจะทราบผล อาการล่าสุดไม่มีไข้ อุณหภูมิร่างกาย 35.5 องศา เอ็กซเรย์ปอด ปกติ นอกจากนี้ทางเจ้าหน้าที่ มีปัญหาเรื่องการสื่อสารเพราะไม่มีล่ามภาษาจีน จึงได้ขอความร่วมมือไปยังโรงเรียนจงหัว ซึ่งมีอาจารย์สอนภาษาจีน และสมาคมจงหัว เพื่อหาล่ามมาช่วยในการสนทนาด้วย พร้อมกันนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูลได้กำชับให้แต่ละหน่วยงานเตรียมความพร้อมป้องกันและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่องด้วย และขอให้ผู้ที่ส่งต่อข้อมูลที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคม เกิดความตื่นตระหนก และกระทบต่อเศรษฐกิจ ให้พึงระวังเพราะจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ อีกด้วย

 

ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ